More

    ปรากฏการณ์ “เจนนี่” เมื่อคนดังเล่นกับอัลกอริทึ่มของ TikTok

    ใครไม่ได้หลับได้นอน เพราะติดตามดูไลฟ์ของเจนนี่บ้าง?  ปรากฏการณ์สะเทือนวงการอีคอมเมิร์ซที่เกิดขึ้นบน TikTok กับ “เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น” นี้ สร้างยอดขายถล่มทลายถึง 265 ล้านบาทในเวลาแค่ 4 วัน นี่ไม่ใช่เรื่องของโชคช่วย แต่เป็นการผสมผสานระหว่างพลังของคนดัง ความเข้าใจในแพลตฟอร์ม และจิตวิทยาผู้บริโภคที่ลงตัวสุด ๆ The BusinessSauce จะชวนมาวิเคราะห์กันว่า ทำไมคนถึงแห่กันซื้อของกันมากขนาดนี้ ปรากฏการณ์นี้เราได้เรียนรู้อะไรบ้าง และที่สำคัญที่สุดคือ เราจะนำบทเรียนนี้ไปต่อยอดในธุรกิจของเราได้อย่างไรบ้าง  

    ทำไมคนถึงแห่กันซื้อ? วิเคราะห์ปัจจัยความสำเร็จของ “เจนนี่” 

    ก่อนอื่นต้องยอมรับเลยว่า “เจนนี่” เป็นคนที่รู้จักแพลตฟอร์ม TikTok อย่างลึกซึ้ง และมีฐานแฟนคลับที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว แต่การระเบิดยอดขายครั้งนี้มันเหนือกว่าแค่ “คนดัง” ขายของธรรมดา มีหลายปัจจัยที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว 

    พลังของ “เจนนี่” ที่มากกว่าแค่คนดัง ตัวตนที่เข้าถึงง่ายและน่าเชื่อถือ

    • ความจริงใจและติดดิน แม้จะเป็นคนดัง แต่เจนนี่สร้างภาพลักษณ์ที่เข้าถึงง่าย ตรงไปตรงมา มีความ “บ้านๆ” ที่คนทั่วไปรู้สึกเชื่อมโยงได้ ไม่ได้ดูเป็นดาราที่จับต้องยาก เวลาเธอรีวิวสินค้า มันจึงดูเหมือนเพื่อนมาแนะนำของดีบอกต่อ ทำให้เกิด “Social Proof” อย่างรุนแรง (หลักการตลาดข้อที่ 1) คือเมื่อคนเชื่อในตัวเจนนี่ ก็จะเชื่อในสินค้าที่เธอแนะนำตามไปด้วย 
    • เรื่องราวความสำเร็จ ชีวิตของเจนนี่เป็นเหมือนเรื่องราวของคนที่สู้ชีวิต ทำให้คนอยากสนับสนุน ยิ่งเธอประสบความสำเร็จ คนก็ยิ่งมองว่าเธอมี “ของ” และน่าเชื่อถือ 
    • พลังของ “การแก้ปัญหา” สินค้าที่เจนนี่ขาย มักเป็นสินค้าที่ตอบโจทย์ปัญหาในชีวิตประจำวันของกลุ่มเป้าหมาย (เช่น ครีมกันแดดที่กันเหงื่อ กันน้ำ) และเธอสามารถสื่อสารประโยชน์เหล่านี้ได้ชัดเจนและน่าสนใจ 

    การเล่นกับ “อัลกอริทึ่ม TikTok” อย่างชาญฉลาด (Algorithm Hacking) 

    • Live Commerce คือกุญแจ TikTok ให้ความสำคัญกับ Live มาก ๆ อัลกอริทึ่มจะดัน Live ที่มีคนดูเยอะ มีคนคอมเมนต์ แชร์ และซื้อของ ให้เข้าถึงผู้คนได้มากขึ้นเรื่อย ๆ เจนนี่รู้ข้อนี้ดี จึงใช้ Live เป็นช่องทางหลักในการขาย 
    • ความถี่และความสม่ำเสมอ เธอ Live บ่อยครั้งและต่อเนื่อง ทำให้ TikTok จดจำและผลักดันช่องของเธอให้ปรากฏใน For You Page (FYP) ของผู้ใช้งานจำนวนมากอยู่เสมอ 
    • การมีส่วนร่วม (Engagement) เธอชวนคนคุย ถามตอบ จัดโปรโมชั่นแบบจำกัดเวลา ทำให้คนรู้สึกตื่นเต้นและอยากคอมเมนต์เพื่อร่วมกิจกรรม สิ่งนี้ยิ่งส่งสัญญาณดี ๆ ให้อัลกอริทึ่มว่า Live ของเธอน่าสนใจ 
    • Short-form Content ประกอบ นอกจาก Live แล้ว เธอก็ยังทำคลิปสั้น ๆ เกี่ยวกับสินค้าหรือชีวิตประจำวันมาประกอบด้วย ทำให้คอนเทนต์หลากหลายและช่วยกระตุ้นความอยากซื้ออย่างต่อเนื่อง 

    กลยุทธ์ “การตลาดแบบปากต่อปาก” ยุคใหม่ (Word-of-Mouth Marketing) 

    • โปรโมชั่นที่ดึงดูดใจ การทำโปรโมชั่นที่ “กระตุ้นต่อมอยากได้” อย่างแรง เช่น ซื้อ 1 แถม 1, ลดแลกแจกแถม หรือราคาพิเศษในช่วง Live เท่านั้น ทำให้คนรู้สึกว่า “ต้องซื้อตอนนี้” (หลักการตลาดข้อที่ 2: Scarcity & Urgency) 
    • การสร้างคอมมูนิตี้ ผู้ชม Live ไม่ใช่แค่คนดู แต่เป็นเหมือนคอมมูนิตี้เล็ก ๆ ที่มีการพูดคุย แบ่งปันประสบการณ์การใช้สินค้า ยิ่งมีคนซื้อเยอะ คนที่ยังไม่ซื้อก็ยิ่งรู้สึกว่า “ต้องลองบ้างแล้ว” 
    • ความสนุกและความบันเทิง Live ของเจนนี่ไม่ได้มีแค่การขายของอย่างเดียว แต่มีทั้งการร้องเพลง พูดคุย ตลกโปกฮา ทำให้คนดูเพลิน ไม่รู้สึกเบื่อ เหมือนได้ดูรายการบันเทิงไปด้วย 

    “การตัดสินใจซื้อด้วยอารมณ์” (Emotional Buying) 

    • ความเชื่อมั่นในตัวบุคคล คนไทยส่วนใหญ่ซื้อของด้วยความเชื่อใจในตัวผู้ขาย ยิ่งเป็นคนที่พวกเขารู้จักและติดตามอยู่แล้ว การตัดสินใจซื้อจะง่ายขึ้นมาก 
    • ความกลัวที่จะพลาด (FOMO – Fear Of Missing Out) เมื่อเห็นคนอื่นซื้อได้โปรดี ๆ หรือของมีจำนวนจำกัด ก็จะเกิดความรู้สึกว่า “ถ้าไม่ซื้อตอนนี้จะพลาดโอกาสทอง” 
    • ความต้องการเป็นส่วนหนึ่ง การได้ซื้อของจากคนที่ชื่นชอบ ทำให้รู้สึกเหมือนได้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม ได้สนับสนุนคนที่ตนเองรัก 

    ปรากฏการณ์นี้เราได้เรียนรู้อะไรบ้าง? 

    จากปรากฏการณ์ “เจนนี่” เราได้เรียนรู้บทเรียนสำคัญหลายอย่าง ที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริง โดยเฉพาะกับนักการตลาด หรือเจ้าของธุรกิจแบบ SME 

    • พลังของ “Influencer Marketing” ที่ยังคงแข็งแกร่ง แต่ไม่ใช่ Influencer แบบเก่า ๆ ที่เน้นแค่ยอดผู้ติดตาม แต่ต้องเป็น Influencer ที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของผู้คนจริง ๆ  และมีความจริงใจ 
    • Live Commerce คืออนาคต แพลตฟอร์มต่าง ๆ กำลังทุ่มเทกับการพัฒนา Live Commerce อย่างหนัก เพราะมันคือการสร้างประสบการณ์การซื้อขายที่สนุกสนาน มีชีวิตชีวา และกระตุ้นการตัดสินใจได้ดีที่สุด 
    • คอนเทนต์คือ The King แต่บริบทคือ Queen  การสร้างคอนเทนต์ที่ดีเป็นสิ่งสำคัญ แต่การสร้างคอนเทนต์ที่เหมาะสมกับแพลตฟอร์มและบริบทของผู้ใช้งาน ยิ่งสำคัญกว่า (เช่น คอนเทนต์ Live ที่ไม่ได้เน้นความสวยงามเพอร์เฟกต์ แต่เน้นความจริงใจและเป็นกันเอง) 
    • ความเร็วคือสิ่งสำคัญ โลกออนไลน์เปลี่ยนแปลงเร็วมาก การจับกระแสให้ทัน และปรับตัวให้เร็วคือสิ่งสำคัญ นักการตลาดต้องหมั่นสังเกตเทรนด์ใหม่ ๆ และทดลองใช้ 
    • อย่ามองข้าม “กลุ่มเป้าหมาย” เจนนี่เข้าใจกลุ่มเป้าหมายของเธอเป็นอย่างดี ทั้งรสนิยม พฤติกรรม และกำลังซื้อ ทำให้เธอสามารถนำเสนอสินค้าและโปรโมชั่น ที่โดนใจได้อย่างแม่นยำ 

    สำหรับนักการตลาด นักขาย นักไลฟ์ นำปรากฏการณ์นี้ไปต่อยอดความรู้ได้อย่างไรบ้าง? 

    หลายคนอยากรู้ใช่ไหมว่า แล้วเราจะนำบทเรียนจาก “เจนนี่” ไปใช้กับธุรกิจของเราได้อย่างไรบ้าง? 

    1. สร้างความน่าเชื่อถือและตัวตนที่ชัดเจน (Personal Branding) 

    ไม่ว่าคุณจะเป็นเจ้าของแบรนด์ หรือเป็นนักไลฟ์อิสระ การสร้างแบรนด์ส่วนบุคคลที่ชัดเจน จริงใจ และเข้าถึงง่าย เป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้นต้องแสดงตัวตนที่แท้จริงของคุณออกมา อย่าพยายามเป็นคนอื่น สร้างเรื่องราว (Storytelling) ให้คนอยากติดตาม และรู้สึกเชื่อมโยงกับคุณ หากไม่มีชื่อเสียงมากนัก ให้เน้นการสร้างความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (Niche Expert) เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายเชื่อถือในสิ่งที่คุณนำเสนอ 

    1. เชี่ยวชาญแพลตฟอร์ม Live Commerce (Master Live Commerce) 

    ฝึกฝนการ Live ด้วยการลอง Live บ่อย ๆ เพื่อสร้างความคุ้นเคย และเรียนรู้การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ชม การวางแผนคอนเทนต์ Live ก็สำคัญ Live ไม่ใช่แค่การพูดไปเรื่อย ๆ แต่ต้องมีโครงสร้าง มีการนำเสนอสินค้า โปรโมชั่น การถามตอบ และกิจกรรมร่วมสนุก กระตุ้น Engagement ด้วยการชวนคนคอมเมนต์ กดหัวใจ แชร์ ตั้งคำถามโพล หรือจัดมินิเกม และอย่าลืมใช้ประโยชน์จาก Feature ของแพลตฟอร์มให้มากที่สุด เช่น ตะกร้าสินค้าใน TikTok Shop, การปักหมุดสินค้า, การแจ้งเตือน Live หากไม่ถนัดพูดหน้ากล้อง ลองหาพาร์ทเนอร์หรือ Influencer ที่มีสไตล์ตรงกับแบรนด์ของคุณมาช่วย Live 

    1. ออกแบบโปรโมชั่นที่ “กระตุ้นการตัดสินใจ” (Irresistible Offers) 

    จำกัดเวลา/จำกัดจำนวน เพื่อสร้างความรู้สึกเร่งด่วนและขาดแคลน (Scarcity & Urgency) เช่น “โปรนี้เฉพาะใน Live นี้เท่านั้น!” หรือ “เหลือแค่ 100 ชิ้นสุดท้ายแล้วค่ะ!” ลูกค้าจะยิ่งประทับใจถ้าสามารถสร้าง “Value” ที่เหนือความคาดหมาย ให้มากกว่าที่ลูกค้าคาดหวัง เช่น แถมของที่มีมูลค่า หรือลดราคาพิเศษจริงๆ สำคัญคือต้องวิเคราะห์ต้นทุนและกำไรให้ดี ก่อนที่จะจัดโปรโมชั่น และควรมีการหมุนเวียนโปรโมชั่นให้มีความสดใหม่อยู่เสมอ 

    1. เข้าใจ “จิตวิทยาการซื้อ” ของผู้บริโภค (Consumer Psychology) 

    วิธีที่ใช้กันก็คือ ใช้รีวิวจากลูกค้าจริง (Social Proof) หรือยอดขายที่ผ่านมา มาเป็นตัวยืนยันความน่าเชื่อถือของสินค้า สร้างความรู้สึกว่าถ้าไม่ซื้อตอนนี้ จะพลาดโอกาสดี ๆ หรือที่รู้จักกันว่า FOMO (Fear Of Missing Out) และชี้ให้เห็นว่าสินค้าของคุณจะช่วยแก้ปัญหา หรือตอบสนองความต้องการทางอารมณ์ของลูกค้าได้อย่างไร การให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ Reciprocity (การตอบแทน) หรือการให้ของแถมเล็ก  ๆ น้อย ๆ อาจกระตุ้นให้ลูกค้าอยากตอบแทน ด้วยการซื้อสินค้า ลองศึกษาหลักจิตวิทยาการตลาดอื่น ๆ เพิ่มเติม เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการสื่อสารและการขาย 

    1. วิเคราะห์ข้อมูลและเรียนรู้อยู่เสมอ (Data Analysis & Continuous Learning) 

    ติดตามผลลัพธ์ โดยดูว่า Live ไหนปัง คอนเทนต์ไหนคนชอบ สินค้าไหนขายดี แล้วนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ เพื่อปรับปรุงกลยุทธ์การขายและการตลาดในครั้งต่อไป ควรศึกษาเคสของคนอื่น ๆ ที่ประสบความสำเร็จบนแพลตฟอร์มเดียวกัน และใช้เครื่องมือวิเคราะห์ของ TikTok หรือแพลตฟอร์มอื่น ๆ เพื่อเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกของผู้ใช้งาน 

    ปรากฏการณ์ “เจนนี่” เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจมาก ๆ ที่แสดงให้เห็นว่า ในยุคดิจิทัลนี้ การขายของไม่ได้จำกัดอยู่แค่การมีหน้าร้าน หรือเว็บไซต์อีกต่อไป แต่การเข้าใจแพลตฟอร์ม การสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า และการนำเสนอคุณค่าที่โดนใจ คือกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ 

    THE INSIGHT HUB

    ก้าวนำหน้าคู่แข่งและมองเห็นโอกาสทางธุรกิจก่อนใคร
    ด้วยบทวิเคราะห์ เทรนด์ และกลยุทธ์การตลาดที่ใช้ได้จริง
    ส่งตรงถึงอินบ็อกซ์ของคุณ สมัครฟรี!

    Latest stories

    - Advertisement - spot_img

    You might also like...